คนไทยกับความเป็นอยู่ในยุคสมัยต่าง ๆ

              ประเทศไทยถือว่าเป็นเป็นอาณาจักรที่มีความเป็นมายาวนานหลาย ๆ ร้อยปี ก่อนที่โลกของเราจะรู้จักเครื่องเสียงเสียอีก ซึ่งแน่นอนว่าการจะรวมเป็นสังคมขนาดใหญ่จนกลายมาเป็นประเทศได้นั้นต้องมีส่วนประกอบมากมายช่วยหล่อหลอมไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม การเมือง ศาสนา และความเป็นอยู่ด้านต่าง ๆ                ซึ่งในปัจจุบันโลกโลกาภิวัตน์ได้ทำให้สภาพแวดล้อมโดยรวมของประเทศไทยเป็นสากลขึ้น ความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวมเปิดรับเอาแนวทางจากฝั่งตะวันตกมา ซึ่งถ้าหากเรามองย้อนกลับไปตัวเราที่เป็นคนไทยอาจหลงลืมความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษเรา ครั้งนี้เราจะมาย้อนดูวิถีชีวิตของคนไทยในอดีตกัน          ย้อนกลับไปในช่วงยุคอาณาจักรสุโขทัยในช่วงปี พ.ศ. 1792 ถึง พ.ศ. 1981 การเมืองในสมัยนั้นประชาชนจะอยู่ในระบอบที่มีพระมหากษัตริย์เป็นเหมือนพ่อและประชาชนเป็นเหมือนลูก โดยหลักการปกครองจะนำพระพุทธศาสนามาประกอบใช้ที่เรียกว่าธรรมราชา           ด้านเศรษฐกิจการทำมาหากินนั้นประชาชนทุกคนมีอิสระในกรอบที่ไม่เป็นอันตรายต่อบ้านเมือง เช่นการค้าขายสินค้าไปจนถึงการปลูกพืชทำเกษตรกรรม โดยใช้เงินพดด้วงในการแลกเปลี่ยน           สังคมโดยรวจะไม่ใหญ่มากเพราะว่าในตอนนั้นประชาชนยังมารวมในอาณาจักรได้ส่วนหนึ่งที่เหลืออาจจะตั้งรกรากอยู่ในป่าหรือชานเมือง มีชนชั้นที่อย่าง กษัตริย์ และ ขุนนาง ปกครองดูแลชนชั้นประชาชนอย่าง ราษฎร และ ทาส ส่วน พระสงฆ์ เป็นชนชั้นที่เป็นหลักยึดเหนี่ยว ซึ่งพระพุทธศาสนาในยุคนั้นเฟื่องฟูและเป็นศูนย์รวมจิตใจ           ในยุคสมัยของอาณาจักรอยุธยา พ.ศ. 1893 ถึง พ.ศ. 2310 นั้นการปกครองได้เปลี่ยนมาเป็นแบบพระมหากษัตริย์เป็นเหมือนสมมุติเทพมีกฏที่เรียกว่ามณเฑียรบาลทำให้พระมหากษัตริย์จะไม่ได้มาใกล้ชิดกับประชาชนมากนัก แต่ยังคงใช้ธรรมราชาในการปกครองแผ่นดินอยู่           การค้าขายและระบบเศรษฐกิจนั้นประชาชนสามารถขายสินค้ารวมถึงทำเกษตรกรรมได้อย่างอิสระในระดับหนึ่ง แต่ก็มีการผูกขาดสินค้ากับท้องพระคลัง…Read More

แฟชั่นเครื่องแต่งกายกับการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยในไทย

               มนุษย์มักมีความคิดสร้างสรรค์ที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมเฉพาะเผ่าพันธ์มานานแสนนาน ตั้งแต่การคิดค้นภาษาของตนเอง ประดิษฐสิ่งของเครื่องใช้เพื่ออำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไปจนถึงการสร้างงานศิลปะเพื่อจรรโลงใจ โดยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงว่ามนุษย์นั้นมีความละเอียดอ่อนในการใช้ชีวิตมาก           จากที่สมัยก่อนมนุษย์มีเสื่อผ้าไว้แค่ปิดเรือนร่างหรือมีไว้เพื่อให้ความอบอุ่น แต่เมื่อเราได้สร้างสังคมที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นทำให้การสวมใส่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มีนัยมากขึ้นตามไปด้วย เช่น แต่งเพื่อแสดงศักดินา หรือ เพื่อบ่งบอกภิลำเนาของตัวเอง เหมือนกับลำโพงที่แต่ก่อนมีสายแต่ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นลําโพง bluetooth นั้นเอง จนการแต่งกายได้ถูกพัฒนามาใช้เพื่อความสวยงามและแสดงตัวของตัวเองจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าแฟชั่น                แฟชั่น (fashion) เป็นคำภาษาอังกฤษที่นิยามได้ความหมายในภาพรวมว่า สมัยนิยม โดยแฟชั่นไม่ได้หยุดนึ่งอยู่ที่แบบเดียวแต่สามารถปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยและหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม สภาพอากาศของแต่ล่ะท้องที่ ลักษณะการเมืองการปกครอง รวมถึงเศรษฐกิจ เป็นต้น           ประวัติแฟชั่นของโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในปี ค.ศ. 1920-1930 หลังจากที่ผู้ชายหรือผู้หญิงนั้นใส่เสื้อผ้าเพื่อแค่ดำรงชีวิตประจำวันก็มีการปรับเปลี่ยนเพื่อความสวยงามให้มากยิ่งขึ้นอย่างเช่นผู้หญิงใส่กระโปรงสั้น หรือหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้หญิงออกจากบ้านมาหางานทำเพราะสภาพเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก กางเกงจึงถูกนำมาใส่เพื่อให้พวกเธอทะมัดทะเมง ซึ่งต่อมาผู้หญิงก็ใส่กางเกงกันเป็นเรื่องปกติ และอีกนัยนึงการที่หยิบกางเกงมาสวมใส่ยังแสดงถึงความปราดเปรียวเข้มแข็งอีกด้วย           ในช่วงก่อนรัชกาลที่ 5 นั้นประชาชนในประเทศไทยจะแต่งกายคล้ายกันหมด อย่างผู้ชายก็จะสวมเสื้อคอกว้างนุ่งโจงกระเบน แต่ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ผู้ชายก็จะไม่นิยมใส่เสื้อกัน ส่วนผู้หญิงก็จะสวมสไบหรือเสื้อแขนกระบอกทรงรัดรูปใส่โจงกระเบน เป็นต้น ส่วนผู้ชายหรือผู้หญิงที่เป็นขุนนางหรือมียศฐาบรรดาศักดิ์ก็จะมีเครื่องประดับเพิ่มขึ้นมา           และเมื่อความเป็นสากลได้เข้ามาหล่อหลอมโลกทั้งใบให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น เปรียบได้กับลําโพง bluetooth…Read More