“บางลำพู” ชุมชนเก่าแก่ของเมืองหลวงไทย

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยมาอย่างยาวนานตลอดจนมีหลายชุมชนเก่าแก่ปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนที่โลกจะรู้จักคอมพิวเตอร์เนิ่นนานหลายปี ซึ่งแต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์และเสน่ห์ให้พูดถึงแตกต่างกันออกไป และบางลำพูก็เป็นชื่อที่คุ้นหูเราเป็นอย่างดี ในฐานะชุมชนที่มีประวัติศาสตร์คู่กรุงเทพมหานคร ครั้งนี้เราจะพาท่านไปย้อนอดีตให้รู้ถึงที่มาที่ไปของที่แห่งนี้กัน

หมุนเวลากลับไปก่อนที่จะมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าย่านบางลำพูแห่งนี้เป็นเพียงชุมชนขนาดเล็กโดยมีวัดชื่อวัดบางลำพูและวัดชนะสงครามอยู่ในพื้นที่ก่อนจะมีประชาชนจากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์มารวมกัน ทั้งไทย จีน มอญ มุสลิม เกิดอาชีพที่หลากหลาย

    ชื่อบางลำพูนั้นเกิดขึ้นจากบริเวณนี้มีต้นลำพูขึ้นอยู่หนาแน่นลักษณะของต้นลำพูมีรากขึ้นเหนือพื้นดินทำให้มีตัวหิ่งห้อยซึ่งมีแสงสว่างอยู่ที่ก้นชอบเกาะอยู่ตามต้นลำพูในตอนกลางคืนตามต้นลำพูจะมีแสงว้อบแว้บระยิบระยับดูเหมือนมีใครนำไฟมาประดับ ใครที่พายเรือมาในยามดึกก็จะรู้ว่าถึงสถานที่นี้แล้วเลยเรียกว่าบางลำพู

    จนได้มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นเมืองหลวงมีผู้คนมารวมตัวกันมากขึ้นไปอีก เกิดเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่มีทั้งตลาดบกและตลาดน้ำในคลองบางลำพู

    คลองบางลำพูเป็นคลองขุดกว้างและลึกพอสมควรเหตุที่คลองนี้เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงคลองมหานาคน้ำจึงขึ้นลงอยู่ตลอดเวลามีทำนบกั้นน้ำอยู่ตรงปากคลอง

    คลองบางลำพูยังเป็นแหล่งจำหน่ายเรือขนาดต่าง ๆ เช่นเรือประทุนเรือสำปั้นและเรือขนาดเล็ก ในสมัยรัชกาลที่ 4 คลองบางลำพูเคยเป็นทางเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารครอบพระนครเมื่อ พ.ศ.2394

    เรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มีการสร้างพระราชวังดุสิตขึ้นทางตอนเหนือของพระนคร ทำให้มีการตัดถนนผ่านพื้นที่บางลำภู ได้แก่ ถนนจักรพงษ์ ถนนพระอาทิตย์ ถนนพระสุเมรุ ถนนข้าวสาร ถนนรามบุตรี และถนนสิบสามห้าง ส่งผลให้บางลำพูเติบโตจอแจไปด้วยผู้คน รถราง และการค้า ตลาดสำคัญของย่านบางลำพูซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในอดีต ได้แก่ ตลาดยอด ตลาดนานา ตลาดทุเรียน และสิบสามห้าง

    นอกจากนี้ภูมิปัญญาและหัตถศิลป์ของชุมชนบางลำพูก็เป็นที่โด่งดังและได้รับการกล่าวขวัญด้วย เช่น

    การตีทอง โดยมีชาวบ้านที่ถ่ายทอดฝีมือจากช่างในวังมาตั้งรกรากอยู่ จนเป็นแหล่งผลิตทองคำเปลวแห่งแรก

    ปักชุดละคร มีผู้นำวิชาที่ร่ำเรียนในวังหลวงและรับราชการที่กรมศิลปากรมาสอนรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน

     เครื่องถมไทย จากช่างฝีมือที่ทำเครื่องถมไปเป็นเครื่องราชบรรณาการแก่ต่างประเทศมาสร้างงานที่ทรงคุณค่าที่นี่

     ศิลปะแทงหยวก กำเนิดจากชาวมอญที่เข้ามาในประเทศไทย เป็นศิลปะชั้นสูงที่ต้องอาศัยความชำนาญเป็นอย่างยิ่ง

    ประมาณปี พ.ศ. 2445 ยุคที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและ YouTube ก็เกิดแหล่งบันเทิงมากมายขึ้นในย่านนี้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงภาพยนตร์ อย่างโรงหนังปีนัง โรงหนังบุษยพรรณ โรงละครแม่บุนนาค และโรงลิเกคณะหอมหวน   

    วิวัฒนาการของการค้าขายในย่านนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม ตั้งแต่ขายผลไม้ของสดเป็นหลักก็เปลี่ยนมาเป็นตลาดขายผ้า ขายเสื้อและรองเท้า เครื่องหนังต่าง ๆ และมีห้างร้านเกิดขึ้นเพิ่มเติมเช่นห้างแก้วฟ้าเป็นต้น การค้าเสื้อผ้าที่ขึ้นชื่อในย่านบางลำพูแต่ก่อน คือ เสื้อผ้าชุดนักเรียนที่บรรดาผู้ปกครองต้องพากันมาซื้อหาเมื่อถึงฤดูกาลเปิดเรียน   

    ปัจจุบันย่านบางลำพูเป็นศูนย์กลางการค้าหลายชนิด เรียกได้ว่ามาบางลำพูก็สามารถซื้อได้ตั้งแต่ของกินไปจนถึงคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว นอกจากนี้ย่านบางลำพูยังมีชุมชนดนตรีไทยชาวบ้านที่เก่ากว่าร้อยปี เป็นแหล่งเรียนบรรเลงดนตรี ขับร้อง การแสดง การละเล่น และการประดิษฐ์เครื่องดนตรีไทย รวมทั้งสถานที่นัดพบในการทำกิจกรรมและฝึกซ้อมดนตรีไทยของกลุ่มนักดนตรีไทยอีกด้วย

    ทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คึกคักและมีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ โดยเฉพาะบนถนนข้าวสารที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวแบบ Backpack ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักดี

จากความเข้มข้นของประวัติศาสตร์วัฒนธรรมผสมกับการค้าเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เหมือนเสมือนกับการใช้คอมพิวเตอร์ผสาน 2 อย่างนี้เข้าไว้ด้วยกันกลายเป็นสถานที่ ๆ สร้างชื่อเสียงและเป็นที่ภูมิใจให้กับประเทศไทยโดยแท้จริง     โดยลูกหลานชาวบางลำพูยุคใหม่ก็รักในบ้านเกิดของตัวเองมาก จึงมีการรวมตัวกันภายใต้แนวคิด “ประชาคม”ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา เพื่ออนุรักษ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จัดกิจกรรมเพื่อบอกเล่าเรื่องราวดี ๆ กับผู้คนอย่างต่อเนื่อง