แฟชั่นเครื่องแต่งกายกับการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยในไทย

               มนุษย์มักมีความคิดสร้างสรรค์ที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมเฉพาะเผ่าพันธ์มานานแสนนาน ตั้งแต่การคิดค้นภาษาของตนเอง ประดิษฐสิ่งของเครื่องใช้เพื่ออำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไปจนถึงการสร้างงานศิลปะเพื่อจรรโลงใจ โดยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงว่ามนุษย์นั้นมีความละเอียดอ่อนในการใช้ชีวิตมาก

          จากที่สมัยก่อนมนุษย์มีเสื่อผ้าไว้แค่ปิดเรือนร่างหรือมีไว้เพื่อให้ความอบอุ่น แต่เมื่อเราได้สร้างสังคมที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นทำให้การสวมใส่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มีนัยมากขึ้นตามไปด้วย เช่น แต่งเพื่อแสดงศักดินา หรือ เพื่อบ่งบอกภิลำเนาของตัวเอง เหมือนกับลำโพงที่แต่ก่อนมีสายแต่ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นลําโพง bluetooth นั้นเอง จนการแต่งกายได้ถูกพัฒนามาใช้เพื่อความสวยงามและแสดงตัวของตัวเองจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าแฟชั่น

               แฟชั่น (fashion) เป็นคำภาษาอังกฤษที่นิยามได้ความหมายในภาพรวมว่า สมัยนิยม โดยแฟชั่นไม่ได้หยุดนึ่งอยู่ที่แบบเดียวแต่สามารถปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยและหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม สภาพอากาศของแต่ล่ะท้องที่ ลักษณะการเมืองการปกครอง รวมถึงเศรษฐกิจ เป็นต้น

          ประวัติแฟชั่นของโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในปี ค.ศ. 1920-1930 หลังจากที่ผู้ชายหรือผู้หญิงนั้นใส่เสื้อผ้าเพื่อแค่ดำรงชีวิตประจำวันก็มีการปรับเปลี่ยนเพื่อความสวยงามให้มากยิ่งขึ้นอย่างเช่นผู้หญิงใส่กระโปรงสั้น หรือหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้หญิงออกจากบ้านมาหางานทำเพราะสภาพเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก กางเกงจึงถูกนำมาใส่เพื่อให้พวกเธอทะมัดทะเมง ซึ่งต่อมาผู้หญิงก็ใส่กางเกงกันเป็นเรื่องปกติ และอีกนัยนึงการที่หยิบกางเกงมาสวมใส่ยังแสดงถึงความปราดเปรียวเข้มแข็งอีกด้วย

          ในช่วงก่อนรัชกาลที่ 5 นั้นประชาชนในประเทศไทยจะแต่งกายคล้ายกันหมด อย่างผู้ชายก็จะสวมเสื้อคอกว้างนุ่งโจงกระเบน แต่ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ผู้ชายก็จะไม่นิยมใส่เสื้อกัน ส่วนผู้หญิงก็จะสวมสไบหรือเสื้อแขนกระบอกทรงรัดรูปใส่โจงกระเบน เป็นต้น ส่วนผู้ชายหรือผู้หญิงที่เป็นขุนนางหรือมียศฐาบรรดาศักดิ์ก็จะมีเครื่องประดับเพิ่มขึ้นมา

          และเมื่อความเป็นสากลได้เข้ามาหล่อหลอมโลกทั้งใบให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น เปรียบได้กับลําโพง bluetooth ที่สามารถฟังเพลงได้ทั้งโลก ชาวตะวันออกรวมถึงประเทศไทยก็ได้เปิดรับแฟชั่นที่มาจากโลกตะวันออกและนำมาปรับใช้กับการแต่งตัว โดยแฟชั่นเริ่มเป็นรูปเป็นร่างเห็นภาพในไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ด้วยกระแสการล่าอาณานิคมจากประเทศแถบยุโรบทำให้ประเทศไทยต้องแสดงความทันสมัยให้ประเทศเหล่านั้นเห็นว่าเราไม่ใช่ประเทศที่ป่าเถื่อนเพื่อเลี่ยงการเป็นเมืองขึ้น โดยรัชกาลที่ 5 ให้ได้แสดงพระอัจฉริยภาพด้วยการใช้แฟชั่นของชาวตะวันตกมาให้เป็นประโยชน์ โดยจะเห็นได้ว่าพระบรมฉายาลักษณ์ของท่านรวมถึงเชื้อพระวงศ์และขุนนางใหญ่ในสมัยนั้นจะแต่งกายด้วยรูปแบบของชาวยุโรป โดยความนิยมเหล่านั้นก็ได้กระจายออกมานอกวัง จนประชาชนในกลุ่มชนชั้นสูงก็ได้แต่งกายแบบนั้นในการติดต่องานและออกสังคม

          ในช่วงปี 1970 หลังจากที่ประเทศไทยเปิดรับการเข้ามาของวัฒนธรรมต่างประเทศอย่างเต็มที่ แฟชั่นในไทยก็ได้บูมขึ้นมาเหมือนเปิดเพลงจากลําโพง bluetooth อย่างไรอย่างนั้น มีการจำหน่ายเสื้อผ้าที่ตัดเย็บแบบสำเร็จรูปมากมาย รวมถึงมีห้องเสื้อชื่อดังเกิดขึ้น

          ในช่วงปี 1980 ถือว่าเป็นสีสันแห่งวงการแฟชั่นของเมืองไทยเป็นอย่างมาก เพราะสื่ออย่างโทรทัศน์ภาพยนตร์ต่างประเทศและนิตยสารได้แพร่หลายทำให้คนเข้าถึงการแต่งตัวที่หลากหลาย มีการแต่งตัวตามดาราศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศกัน

          ในช่วงปี 1990 แฟชั่นในเมืองไทยได้ปรับรูปแบบให้สามารถอยู่กับชีวิตประจำวันได้มากขึ้น เน้นความเรียบง่าย ลดเครื่องประดับไปแต่เริ่มมี Gadget เพิ่มเข้ามาเพื่อประโยชน์ที่เป็นอเนกประสงค์

          ช่วงปี 2000 ถึงปัจจุบัน ในยุคที่เราฟังเพลงผ่านลําโพง bluetooth แฟชั่นในไทยได้แตกออกเป็นสไตล์ที่หลากหลายแบบนับไม่ถ้วน มีการดัดแปลงให้เข้ากับรสนิยมของตัวเอง และหยิบจับเอาแฟชั่นในยุคต่าง ๆ มาผสม ผู้ผลิตเสื้อผ้าสามารถทำได้อย่างรวดเร็วเพราะมีเทคโนโลยีคอยรองรับ

          และนี่คือส่วนหนึ่งของวงการแฟชั่นในประเทศไทย จะเห็นได้ว่ามีการเดินทาง การเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าต่อไปวงการแฟชันในประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางใดอีก