ขายหัวเราะ หนังสือการ์ตูนคู่สังคมไทย

หนังสือคือสื่อพื้นฐานอยู่คู่คนไทยมานานแสนนานก่อนที่เราจะรู้จักกับคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ท่ามกลางรูปแบบของหนังสือที่มีหลากหลายประเภทหลายคนคงยกให้หนังสือการ์ตูนเป็นสาระความบันเทิงขวัญใจทุกวัยไม่ใช่เฉพาะเด็ก ๆ

    ถึงแม้ว่าการ์ตูนจากประเทศญี่ปุ่นจะเป็นที่นิยมและชื่นชอบจากคนทั่วโลก ด้วยลายเส้นสวยงามและเนื้อเรื่องหลากหลายเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าจะพูดถึงหนังสือการ์ตูนสัญชาติไทยที่ครองใจผู้อ่านมานานหลายทศวรรษก็คงหนีไม่พ้นขายหัวเราะ ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าโลกจะเข้าสู่การเสพท์ข้อมูลความบันเทิงผ่านคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คหรือสมาร์ทโฟนแล้วแต่หนังสือการ์ตูนหัวนี้ก็ยังคงอยู่คู่แผงหนังสือไทยอย่างเหนียวแน่น

    จุดกำเนิดของหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะนั้นต้องย้อนไปไกลเมื่อปี พ.ศ. 2498 ที่สำนักพิมพ์บรรลือสาส์นถือกำเนิดขึ้น โดยเริ่มแรกเดิมทีนั้นหนังสือจะเป็นประเภทนิยาย และเรื่องที่โด่งดังได้รับความนิยมมาก ๆ คือ พล นิกร กิมหงวน ที่นักอ่านรุ่นเก๋ารู้จักกันดี

    เมื่อทายาทของสำนักพิมพ์บรรลือสาส์นที่เป็นทายาทคนโตอย่าง วิธิต อุตสาหจิต ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าบรรณาธิการในช่วงปี พ.ศ. 2516 และมีความคิดจะทำการ์ตูนแนวสนุกเบาสมองในรูปแบบเดินเรื่องแค่ 3 ช่องเรียงลงมาแล้วจบ หรือเรียกอีกชื่อว่าการ์ตูนแก๊กใช้ชื่อว่าขายหัวเราะออกมาโดยมีขนาดเล่มเท่ากระดาษ A4 ราคา 5 บาท ซึ่งในเล่มไมเพียงบรรจุการ์ตูนไว้เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องราวหน้ารู้ เรื่องราวแปลก ๆ จากทั่วโลกรวมถึงนิยายสั้นให้อ่านได้ทุกเพศทุกวัย

    วิธิตเปิดเผยว่าในช่วงนั้นเล็งเห็นว่าคนไทยนิยมชมชอบความบันเทิงและเรื่องสนุก ๆ โดยสื่ออย่างโทรทัศน์ในช่วงนั้นก็ยังไม่ได้มีแพร่หลาย หนังสือการ์ตูนจึงเป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายที่สุด และหลังจากวางจำหน่ายก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยมุกตลกแนวกระชับทันกับยุคสมัยและลายเส้นของนักเขียนที่มีเอกลักษณ์อย่าง ต่าย นิค ต้อม และคนอื่น ๆ ทำให้นักอ่านติดกันงอมแงมเลยทีเดียว

    ในปี พ.ศ. 2529 ขายหัวเราะได้ย่อขนาดมาอยู่ในรูปเล่มเล็กลงมาใช้ชื่อว่าขายหัวเราะฉบับกระเป๋าและได้เพิ่มกำลังจากนักเขียนรุ่นใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ขายหัวเราะไม่เคยตกยุคตกสมัยเลย ทั้งหนัง เพลงละคร โฆษณาต่าง ๆ ในกระแสสังคมตอนนั้นจะผลิตออกมาให้อยู่ในมุกหรือ แก๊ก สามช่องอย่างเฉียบขาด

    จากความนิยมอย่างต่อเนื่องทำให้สำนักพิมพ์ได้ออกหนังสืออีกหัวออกมาและได้รับความนิยมไม่ต่างกันอย่าง มหาสนุก ซึ่งนอกจากจะมีการ์ตูนแก๊ก 3 ช่องแล้วก็มีจุดเด่นที่การ์ตูนเป็นตอน ๆ ประมาณ 20 หน้าโดยจะนำ ละคร หรือ หนัง มาดัดแปลงล้อเลียน โดยนักเขียนคนดังชื่อว่าเฟน รวมทั้งเรื่องไอ้ตัวเล็กจากนักเขียนยอดนิยมอย่างต่ายที่นำคาแรคเตอร์ปังปอนด์ของลูกชายตนเองมาใช้ และยังมีอีกหลายเรื่องจากนักเขียนคนอื่น ๆ จนได้มีการรวมเล่มแตกย่อยเป็นหัวต่าง ๆ อีกมากมาย

    ในปัจจุบันถึงแม้ว่าจะเป็นยุคที่คนส่วนมากใช้งานคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คมากกว่าอ่านหนังสือ จนสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ได้ทยอยล้มหายกันไปตามกาลเวลา แต่ขายหัวเราะและหนังสือการ์ตูนเล่มอื่น ๆ ในเครือบรรลือสาส์นก็ได้ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยโดยหันเข้ามาเรียนรู้การทำงานกับดิจิตอลมากขึ้น โดยใน พ.ศ. 2554 ได้หันมาทำเวอร์ชั่น E-BOOK อ่านได้ทั้งบน แท็บเล็ตสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คซึ่งน่าสนใจว่ามียอดดาวท์โหลดใน 4 วันแรกที่เปิดตัวถึง 20000 ครั้งเลยทีเดียว

    ไม่เพียงแต่แค่นั้น ทางสำนักพิมพ์ได้นำคาแรคเตอร์ยอดนิยมในมือ เช่น ปังปอนด์ หรือ หนูหิ่น อินเตอร์ ต่อยอดเป็นการ์ตูนอนิเมชั่นรวมทั้งภาพยนต์ต่าง ๆ ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ต่อด้วยการพัฒนาไปถึงคอนเทนท์ทางสื่อใหม่อย่างการทำสติกเกอร์บน Application Line หรือการเปิดช่องทางให้แฟนรุ่นใหม่ ๆ ได้ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวผ่านทาง Facebook, IG, Twitter เรียกได้ว่าไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ให้เวลาพาไปสู่ความขาดทุนนั่นเอง

    ปัจจุบันแม้ว่านักเขียนยุคบุกเบิกจะได้ลาจากหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะไปแล้วหลายคน แต่มนต์ขลังและความคลาสสิคอันอยู่เหนือการเวลาและเป็นสัญลักษณ์ของ Pop Culture ในประเทศไทยก็ยังเดินหน้าให้ความสุขความบันเทิงกับแฟน ๆ ต่อไป โดยไม่หันหลังให้เทคโนโลยีซึ่งเปลี่ยนแปลงพร้อมกันนั้นก็ไม่ยอมทิ้งเอกลักษณ์เดิม ๆ อันเป็นตัวตนของขายหัวเราะที่อยู่คู่สังคมไทย